คลังบทความของบล็อก

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รำลึกถึงหมอบรัดเลย์ 23 มิถุนายน 2568

หมอบรัดเลย์:แพทย์มิชชันนารีผู้จุดประกาย

การแพทย์แผนใหม่และการพิมพ์แห่งสยาม




วันที่ 23 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงศาสนาจารย์ นายแพทย์ แดช บีช บรัดเลย์  หรือ "หมอบรัดเลย์" แพทย์มิชชันนารีชาวอเมริกัน ผู้อุทิศตนเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เป็นผู้จุดประกาย "แสงสว่างแห่งความหวังและความมีชีวิตรอด" จากโรคร้ายด้วยวิทยาการทางการแพทย์แผนใหม่ หมอบรัดเลย์เดินทางเข้ามาในแผ่นดินสยามพร้อมกับภรรยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1835 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิดในปีที่ 31 ของท่านพอดี

จุดหมายปลายทางแพทย์มิชชันนารีผู้นี้คือ การประกาศพระกิตติคุณของพระผู้เป็นเจ้า ตลอดระยะเวลา 38 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทย งานเผยแผ่คริสตศาสนาแม้จะเป็นภารกิจหลัก หากแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากคนไทยเท่าที่ควร แต่ทว่าการริเริ่มกิจการอื่นๆ กลับมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล

ศาสนาจารย์ นายแพทย์ แดช บีช บรัดเลย์

ผู้จุดประกายด้านการแพทย์แผนตะวันตก

หมอบรัดเลย์ได้นำความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในประเทศไทย อย่างการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ ซึ่งในยุคนั้นเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก หมอบรัดเลย์ให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการปลูกฝี โดยอาศัยหนองฝีที่ส่งมาจากต่างประเทศทั้งจากจีนและอเมริกา การริเริ่มในสมัยนั้น ต้องเผชิญกับความไม่เข้าใจและถูกต่อต้าน แต่ด้วยความมุ่งมั่น ท่านได้ทำการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษสำเร็จเป็นคนแรกในประเทศไทย ช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้อย่างมหาศาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือในการหาซื้อเชื้อหนองฝีโค ซึ่งต้องสั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้ปลูกฝีให้กับคนไทยในสมัยนั้น และให้แพทย์หลวงมาศึกษาวิธีปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์ เพื่อขยายการปลูกฝีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนี้ หมอบรัดเลย์ยังได้ทำการผ่าตัดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ของไทย คือการตัดแขนพระภิกษุรูปหนึ่งที่ได้รับอุบบัติเหตุจากกระบอกบรรจุดินดำทำพลุแตก ในงานฉลองที่วัดประยุรวงศาวาส หมอบรัดเลย์ต้องตัดแขนพระภิกษุรูปนี้เพื่อรักษาชีวิตไว้ ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการผ่าตัดแผนปัจจุบันครั้งแรกของประเทศไทย วิทยาการทางการแพทย์แผนตะวันตกที่หมอบรัดเลย์ได้นำมารักษายังมีในเรื่องการการผ่าตัดเนื้องอก การถอนฟัน การรักษาต้อกระจก ฯลฯ


ผู้บุกเบิกด้านการพิมพ์
การพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อหมอบรนัดเลย์เดินทางจากสิงคโปร์มาประเทศไทย และได้ซื้อตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ไม้ติดตัวมาด้วย ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้ชุดแรกถูกนำมาตั้งเป็นโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นแท่นพิมพ์ใหม่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ยี่ห้อโอติส และสแตนดิ้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์การพิมพ์สยาม เพราะพิมพ์ได้สวยงามและมีประสิทธิภาพสูง

สิ่งพิมพ์ฉบับแรกที่หมอบรัดเลย์ได้พิมพ์ขึ้นในประเทศไทย คือ "หนังสือบัญญัติสิบประการ" ซึ่งเป็นการเริ่มต้นพิมพ์เกี่ยวกับศาสนา ต่อมาในปี ค.ศ.1839 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ "พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น" นับเป็นสิ่งตีพิมพ์เอกสารทางราชการฉบับแรกในประวัติศาสตร์สยาม และได้พิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสยามขึ้นในชื่อว่า "หนังสือจดหมายเหตุ บางกอกรีคอเดอ" พิมพ์หนังสือทางการแพทย์ หนังสือราชการ ประวัติศาสตร์ กฏหมาย ตลอดจนวรรณกรรม อย่าง สามก๊ก โดยเฉพาะนิราศเมืองลอนดอน ถือเป็นครั้งแรกที่มีกา่รซื้อขายลิขสิทธิ์วรรณกรรมไทย

38 ปีที่หมอบรัดเลย์อยู่ในประเทศไทย ท่านได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักตลอดเวลา มีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดที่สหรัฐอเมริกาเพียงครั้งเดียว เป็นช่วงเวลาที่ เอมิลี ภรรยาคนแรกเสียชีวิตในประเทศไทย การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้กินเวลา 3 ปี ช่วง ค.ศ.1847 - 1850 เมื่อกลับมาประเทศไทยอีกครั้งมาพร้อมภรรยาคนใหม่คือ ซาราห์ แบลชลี หลังจากนั้นท่านได้ลงหลักปักฐานอยู่ในประเทศไทยจนเสียชีวิตทั้งสองคน หมอบรัดเลย์มีบุตรกับเอมิลี 5 คน และกับซาราห์ 5 คน 

หมอบรัดเลย์มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินสยามผ่านกาลเวลามาถึง 3 แผ่นดิน คือ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 และเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์เมื่ออายุได้ 69 ปี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.1873


บ้านหมอบรัดเลย์ ถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1865 ( Image Source : Oberlin College Archives,United States)

บ้านหมอบรัดเลย์
ที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พัก โรงพิมพ์ คลินิก แล้วยังใช้เป็นโบสถ์สำหรับนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ และยังเป็นแหล่งชุมนุมสังสรรค์ของฝรั่งในยุคนั้น แม้แต่เซอร์จอห์น เบาริง ราชทูตคนสำคัญของอังกฤษ ก็ยังเคยมานมัสการพระเจ้าที่โบสถ์แห่งนี้

ภาพจากหนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder ประกาศแจ้งความ
นิทรรศการ 200 ปี หมอบรัดเลย์ การอภิปรายวิชาทางวิชาการ วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.2004



ภาพจากหนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder ประกาศแจ้งความ
นิทรรศการ 200 ปี หมอบรัดเลย์ การอภิปรายวิชาทางวิชาการ วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.2004


ภาพจากหนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder ประกาศแจ้งความ
นิทรรศการ 200 ปี หมอบรัดเลย์ การอภิปรายวิชาทางวิชาการ วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.2004


หมอบรัดเลย์กับโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

การที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนมี "อาคารหมอบรัดเลย์" ตั้งตระหง่านอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่ชื่ออาคาร หากแต่เป็นอนุสรณ์แห่งความระลึกถึงแพทย์มิชชันนารีผู้บุกเบิกการแพทย์แผนใหม่ และสืบสานเจตนารมณ์พันธกิจแห่งการรับใช้ในการรักษาคนเจ็บให้หาย ด้วยความทุ่มเทและความเสียสละ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้เจ็บป่วยทุกคน


อาคารหมอบรัดเลย์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน



ผู้บริหารสภาคริสตจักรในประเทศไทย คณะกรรมการอำนวยการ คณะผู้บริหาร
และบุคลากรโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน


ในวันที่ 23 มิถุนายนของทุกปี โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ร่วมกับ สภาคริสตจักรในประเทศไทยคริสตจักร โรงเรียน และหน่วยงานราชการ  จัดพิธีนมัสการพระเจ้าเพื่อรำลึกถึงหมอบรัดเลย์ แพทย์มิชชันนารีผู้มีคุโณปการต่ออย่างใหญ่หลวง  ณ สุสานโปรเตสแตนต์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญกรุง 


ศาสนาจารย์ ดร.ชำนาญ แสงฉาย ศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรราชเทวีกรุงเทพ
และอาจารย์กัลยา สีทองดี ประธานคณะสตรีภาคที่ 6


ศาสนาจารย์ ดร.เสมอใจ ศรีมาลา ประธานคริสตจักรภาคที่ 6 เทศนา หัวข้อ "สำเร็จแล้ว"


คณะนักร้องประสานเสียงโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน





คณะผู้บริหารและบุคลากรจากสภาคริสตจักรในประเทศไทย, โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน, มูลนิธิ
คริสตจักรแบ๊บติสต์, โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, โรงรียนดาราวิทยาลัย, โรงเรียนวัดราชสิงขร, Modern International School Bangkok, คริสตจักรภาคที่ 6, คริสตจักรที่ 2 สามย่าน, คริสตจักรที่ 1 สำเหร่, คริสตจักรวัฒนา, คริสตจักรพลับพลา, คริสตจักรราชเทวีกรุงเทพ, คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่, ศาลาธรรมกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, คณะสตรีภาคที่ 6 และสำนักงานเขตบางคอแหลม ร่วมพิธีนมัสการพระเจ้าเพื่อรำลึกถึงหมอบรัดเลย์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ.2025 ณ สุสานโปรเตสแตนต์กรุงเทพ ถนนเจริญกรุง

หลุมฝังศพครอบครัวหมอบรัดเลย์ในสุสานโปรเตสแตนต์ ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ
ประกอบไปด้วยหลุมศพของหมอบรัดเลย์, เอมิลี รอยซ์ บรัดเลย์ ภรรยาคนแรก,
ซาราห์ แบลชลี บรัดเลย์ ภรรยยาคนที่สอง และไอรีน บรัดเลย์ บุตรสาว


ด้วยยังคงยึดมั่นใน

พระธรรมคำสอนของพระเยซูคริสต์

จากก้าวแรก
     "คนปกติไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ" (ลูกา 5:31) 
สู่ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยปณิธานที่ว่า
     "จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย" (มัทธิว 10:8) 

 


จงวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดในของเจ้า

และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง

จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า

และพระองค์จะทรงกระทำ

ให้วิถีของเจ้าราบรื่น

(สุภาษิต 3 : 5-6)


Trust in the LORD with all your heart.

Never rely on what you think you know.

Remember the Lord in everything you do,

and he will show you the right way.

(Proverbs 3 : 5-6) 

                 


    เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก :

    - หนังสือจดหมายเหตุ ประกาศแจ้งความ ในการอภิปรายทางวิชาการ 

      นิทรรศการ 200 ปี หมอบรัดเลย์  ปี 2547 

    - ส.พลายน้อย.200 ปี หมอบรัดเลย์ ชีวิตและงานอันยิ่งใหญ่ของชายผู้หนึ่ง.นิตยสารสารคดี ปีที่ 20 

      ฉบับที่ 233 กรกฎาคม 2547 


     

          แผนกพิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน        
                      © 2025 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและข้อมูล โดย พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน











วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ความทรงจำ : ตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี"

 

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

จากก้าวแรก...สู่การพัฒนาเพื่ออนาคต

หมอแวลส์ เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
เสด็จพระราชดำเนินเปิดตึกศัลยกรรม"เมธาธิบดี" วันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1961

 เล่าขานความทรงจำ

ตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี"

จากจดหมายของหมอแวลส์



จดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ หรือ หมอแวลส์
บันทึกความทรงจำในช่วงเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนคนแรกและหัวหน้าคณะแพทย์ ช่วงค.ศ.1949 - 1972
ฉบับวันที่ 29 เมษายน ค.ศ.1961

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอาคารใหม่สูง 21 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น จำเป็นต้องรื้ออาคาร 2 หลัง คืออาคารประสงค์ ชัยรัตน์ และอาคารเมธาธิบดี รวมทั้งบางส่วนของอาคาร ผู้ป่วยนอก 3 ชั้น เพื่อการพัฒนาสู่อนาคต  ถึงแม้ว่าอาคารเหล่านี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้วเพื่อเปิดทางให้กับการพัฒนาที่ก้าวหน้าต่อไป แต่เรื่องราวและความทรงจำที่เกิดขึ้นภายในอาคารทั้ง 3 หลัง จะยังคงอยู่ในใจพวกเราตลอดไป ดังเช่นที่หมอแวลส์ได้บันทึกไว้ในจดหมายของท่าน                                                              

จดหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเท ความตั้งใจ และความรักที่หมอแวลส์มีต่อโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน รวมถึงผู้ป่วยและบุคลากรทุกท่าน

จากบันทึกในจดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ หรือ "หมอแวลส์" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนคนแรก แพทย์มิชชันนารีชาวอเมริกันที่เขียนจดหมายถึงเพื่อนๆที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง นับจากขวบปีแรกที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและหัวหน้าคณะแพทย์ จนถึงวันที่ท่านลาจากประเทศไทยไปพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อค.ศ.1972 

ตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี" ค.ศ. 1961

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนได้ก่อสร้างตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี" หรืออาคารเมธาธิบดี ด้วยเงินบริจาคของคุณหญิงเมธาธิบดี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ มหาอำมาตย์โท พระยาเมธาธิบดี (สาตร สุทธเสถียร) ซึ่งเคยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน กระทั่งถึงแก่กรรม ในวันเปิดตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี" สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธี เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม ค.ศ.1961

โปรดติดตามเรื่องราวจากจดหมายของหมอแวลส์ ที่จะพาคุณย้อนไปสัมผัสบรรยากาศและความผูกพันที่หล่อหลอมโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนให้เป็นอย่างทุกวันนี้


จดหมายฉบับวันที่ 29 เมษายน ค.ศ.1961

"เพื่อนๆที่รัก" ถ้าท่านได้รับบัตรเชิญนี้ ท่านจะได้เห็นการบรรลุผลของเรื่องราวที่ได้เริ่มต้นเมื่อหลายปีมาแล้ว ท่านอาจจะจำได้ถึงข้อความเล็กๆ ข้างท้ายจดหมายฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1959 ของเรา ที่เราได้เล่าถึงพิธีวางศิลารากอาคารห้องผ่าตัดเมธาธิบดีเอาไว้ อาคารนี้เกิดขึ้นได้ด้วยภารบริจาคของคุณหญิงเมธาธิบดี เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงสามีของท่าน (มหาอำมาตย์โท พระยาเมธาธิบดี) ที่ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลของเราในปี 1957....

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี"
เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม ค.ศ.1961


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประทับพระเก้าอี้สีทอง ในพิธีเปิดตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี"

เนื่องจากผู้บริจาคเป็นพระสหายเก่าของสมเด็จพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย สมเด็จพระราชชนนีจึงได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปเปิดแผ่นป้ายชื่อ และตัดริบบิ้นเพื่อเปิดอาคาร ซึ่งทำให้ต้อง
เตรียมการและตกแต่งประดับประดาตามพิธีการเป็นพิเศษ ซึ่งจะเห็นได้จากพระเก้าอี้สีทองที่ประทับของสมเด็จพระราชชนนีที่ขอยืมมาเพื่อการนี้... พิธีการนี้เป็นไปอย่างกระชับและประทับใจ หนึ่งในความน่าทึ่งของพิธีการ คือการมาร่วมพิธีเปิดอาคารของ Dr.John A. Mckay ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ประเทศไทยเพื่อการเลกเชอร์พิเศษ และท่านได้มาร่วมในพิธีเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.1949 และได้เป็นผู้กล่าวต้อนรับในพิธีเปิดนั้นด้วยเช่นกัน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงปฏิสันถารกับคุณหญิงเมธาธิบดี และหมอแวลส์
ภายหลังเสด็จทอดพระเนตรภายในอาคาร

ภาพของผู้บริจาค (คุณหญิงเมธาธิบดี) กำลังสนทนากับสมเด็จพระราชชนนีที่ประทับตรงกลาง และหมอแวลส์อยู่ด้านขวามือ ทั้ง 3 เพิ่งเสร็จสิ้นการเยี่ยมชมภายในอาคาร หลังจากนั้นแขกผู้มีเกียรติทั้ง 400 คนที่มาร่วมพิธีเปิดได้เข้าเยี่ยมชมภายในอาคาร 

 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทอดพระเนตร คุณหญิงเมธาธิบดีลงนามในสมุดเซ็นเยี่ยม 
นางเฮเลน แวลส์ กำลังประคองสมุดเซ็นเยี่ยม ณ ห้องรับรองแขกของอาคารผู้ป่วยนอก


"...มีการเสิร์ฟเครื่องดื่มโดยคณะพยาบาล เครื่องเสวยสำหรับสมเด็จพระราชชนนี พยาบาลท่านหนึ่งกำลังคุกเข่านี่เป็นระเบียบพิธีการสำหรับพระราชวงศ์ เฮเลนกำลังประคองหนังสือขณะที่ผู้บริจาคกำลังเซ็นชื่อและสมเด็จพระราชชนนีทอดพระเนตร ซึ่งช่วงนี้อยู่ที่ห้องรับรองแขกของอาคารผู้ป่วยนอก


เตียงและโคมไฟผ่าตัด ห้องผ่าตัดตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี"


ภาพห้องผ่าตัดห้องหนึ่งในสองห้อง ซึ่งแสดงให้เห็นโคมไฟผ่าตัดใหม่ German Hanaulux 
ซึ่งเพิ่งมาถึงทันพิธีเปิดอาคารพอดี เตียงผ่าตัดซื้อจากประเทศอังกฤษ จาก Allen & Hanbury Co. 
นี่เป็นของขวัญคริสต์มาสจากคณะนักศึกษาของเดวิดสัน คอลเลจ นอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเราได้เล่าไปในจดหมายฉบับวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1960 แล้ว 

กระเบื้องที่ระยิบระยับอยู่บนผนังสีเขียวมาจากญี่ปุ่น สายไฟ 2 เส้นที่มาจากเพดาน แต่ดูเหมือนออกมาจากโคมไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Central Oxygen และระบบ Suction ซึ่งมาจากชิคาโก  นี่เป็นระบบแรกที่ใช้ในโรงพยาบาลในประเทศไทย นอกเหนือจากห้องผ่าตัดใหญ่ 2 ห้องแล้วยังมีห้องผ่าตัดเล็ก และแผนกจ่ายกลางสำหรับทั้งโรงพยาบาลเพื่อการฆ่าเชื้อ ฯลฯ ห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับแพทย์และพยาบาล อาคารหลังนี้สร้างขึ้นสำหรับโรงพยาบาล ขนาด 125 เตียง ซึ่งเราหวังว่า จะบรรลุเป้าหมายในอีก 2 หรือ 3 ปีข้างหน้า นี่เป็นอาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทันสมัยในทุกๆ ด้าน

ในพิธีมอบอาคาร "รายงานการก่อสร้าง" ระบุค่าก่อสร้างทั้งหมดของอาคาร ยกเว้นบางรายการ เช่น ค่า
เครื่องปรับอากาศ โต๊ะ และโคมไฟผ่าตัดฯลฯ ไว้ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ 

หลายวันต่อมาผู้บริจาคได้มาหาหมอแวลส์ และพูดว่า "ฉันรู้สึกว่าสามีของฉันไม่ได้ยืนบนขาทั้งสองข้าง" ท่านหมายความว่าอะไร ท่านเอ่ยเพิ่มว่า ไม่มีการกล่าวถึงจำนวนเงินทั้งหมดที่ท่านได้บริจาคคือ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้ท่านดูประหนึ่งว่าท่านได้บริจาคเงินในการก่อสร้างอาคารนี้ทั้งหมด เราได้อธิบายกับท่านว่า  ทางโรงพยาบาลยินดีที่จะจ่ายเพิ่มเติมจากที่ท่านได้บริจาคไว้เพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์ ท่านไม่ต้องเสียใจ แต่ท่านได้ตัดสินใจแล้ว 

ภายใน 4 วันท่านได้พาหมอแวลส์ไปที่โรงงานใหญ่ชานเมืองกรุงเทพฯ บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ที่ซึ่งท่านได้ลงนามโอนหุ้นและเช็คจำนวนทั้งสิ้น 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ...อาคารผ่าตัดนี้จะดำเนินการรับใช้ชุมชนที่นี่ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งของโรงพยาบาล เป็นการมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใช่ท่านผู้นี้ในการต่อยอดการงานในไร่องุ่นของพระองค์..."


บรรยากาศพิธีเปิดตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี" เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มกราคม ค.ศ.1961

ค.ศ.2024...สู่อาคารหลังใหม่ สูง 21 ชั้น 4 ชั้นใต้ดิน พร้อมพัฒนาเพื่ออนาคต


มื่อการเดินอันยาวนานนับแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นการของตึกศัลยกรรม "เมธาธิบดี (อาคารเมธาธิบดี)

เดินทางมาถึงวันทำงานวันสุดท้ายจำเป็นต้องรื้อถอนเพื่อดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ทดแทน

อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) อาคารเมธาธิบดี และบางส่วนของอาคารผู้ป่วยนอก 3 ชั้น

ด้วยงบประมาณการก่อสร้าง 3,650 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 21 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น 

มีพื้นที่ใช้สอย 76,650 ตารางเมตร ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 36 เดือน


Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น

Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น


Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น

Perspective ภายในอาคารใหม่ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน


Perspective พื้นที่พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในอนาคต


โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในปีที่ 75 พร้อมพัฒนาเพื่ออนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกมิติของ

การดูแลสุขภาพของผู้ป่วยแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ (Holistic Healthcare) 

ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และบริการด้วยหัวใจเสมือนคนในครอบครัว 
                                                                                                                                                                                                          

    วันนี้โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

ดำเนินกิจการด้านสาธารณสุขภายใต้การดำเนินงานของ

     มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย

    

ด้วยยังคงยึดมั่นใน

พระธรรมคำสอนของพระเยซูคริสต์

จากก้าวแรก
     "คนปกติไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ" (ลูกา 5:31) 
สู่ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยปณิธานที่ว่า
     "จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย" (มัทธิว 10:8) 

 


จงวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดในของเจ้า

และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง

จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า

และพระองค์จะทรงกระทำ

ให้วิถีของเจ้าราบรื่น

(สุภาษิต 3 : 5-6)


Trust in the LORD with all your heart.

Never rely on what you think you know.

Remember the Lord in everything you do,

and he will show you the right way.

(Proverbs 3 : 5-6) 

                 


    เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก :

    จดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ แปลและเรียบเรียงโดย คุณธีรพันธ์ บุญมาพจร

    


 

          แผนกพิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน                                              

            © 2025 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและข้อมูล โดย พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน



วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568

ความทรงจำ : อาคารประสงค์ ชัยรัตน์

โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

จากก้าวแรก...สู่การพัฒนาเพื่ออนาคต

 เล่าขานความทรงจำ

อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ 

จากจดหมายของหมอแวลส์

จดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ หรือ หมอแวลส์
บันทึกความทรงจำในช่วงเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนคนแรกและหัวหน้าคณะแพทย์ ช่วงค.ศ.1949 - 1972



          โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนก่อตั้งขึ้นบนถนนสีลมในยุคสมัยที่มีคลองสีลมขนาบคู่ขนานไปกับถนนที่เคยมีการสัญจรด้วยพาหนะทั้งรถรางสายศาลาแดง-บางรักและรถเมล์ขาว เป็นย่านพักอาศัยของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ในยุคแรกแห่งการก่อตั้ง ค.ศ.1949 อาคารผู้ป่วยในยุคนั้นยังเป็นเพียงเรือนไม้ครึ่งตึก 2 ชั้น โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนใช้พื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารผุ้ป่วยในหลังนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีนมัสการพระเจ้าเปิดโรงพยาบาลฯ อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “กรุงเทพคริสเตียนพยาบาล” เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.1949 โดย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานในพิธีเปิด


ทางเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนด้านคลองสีลม ช่วง ค.ศ. 1950-1952


          จากบันทึกในจดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนคนแรก แพทย์มิชชันนารีชาวอเมริกันที่เขียนจดหมายถึงเพื่อนๆที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง นับจากขวบปีแรกที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและหัวหน้าคณะแพทย์ จนถึงวันที่ท่านลาจากประเทศไทยไปพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ.1972



อาคารผู้ป่วยในหลังแรก โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ช่วง ค.ศ. 1951

ค.ศ.1949...จากอาคารผู้ป่วยในเรือนไม้ครึ่งตึก

“...เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา เรามีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเฉลี่ยวันละ 9-10 คน ปัจจุบันเรามีผู้ป่วยเฉลี่ยวันละ 15-25 คน อาคารด้านขวามือเคยเป็นบ้านของคนไทย ซึ่งเรามาดัดแปลงเป็นห้องพักผู้ป่วย ชั้นล่างเป็นห้องพักผู้ป่วยชายและหญิง วอร์ดละ 9 เตียง ห้องเอกซเรย์ซึ่งมีเครื่องเอกซเรย์ขนาดใหญ่ใหม่เอี่ยม และห้อง Lab ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ชั้นบนมีห้องพักผู้ป่วยเดี่ยว 14 ห้อง และหอพักผู้ป่วยหลังคลอด 5 เตียง อาคารคอนกรีตด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เชื่อมต่อกับอาคารหลังอื่นๆ ด้วยทางเดินสั้นๆ อาคารนี้ที่ชั้นล่างมีห้องผ่าตัด 2 ห้อง ส่วนชั้นบนเป็นห้องคลอด ห้องเนอร์สเซอรี่ และห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวอีก 3 ห้อง  ปัจจุบันเรามีพยาบาลวิชาชีพ 14 คน สำหรับโรงพยาบาลและแผนกรับเลี้ยงเด็ก

 (บางส่วนจากจดหมายหมอแวลส์ : ฉบับวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1951)                                                                                                              


Mr.Daniel Pattison เหรัญญิกของ The United Presbyterian Church Commission in New York
และนายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนคนที่ 2
วางศิลารากเพื่อก่อสร้างอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1962

                                                                                                                    ค.ศ.1962..สู่อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น)   

พิธีวางศิลารากอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (9 พฤศจิกายน ค.ศ.1962)

          “เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ..1962 โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนได้จัดให้มีการนมัสการที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งเรียกกันว่าพิธีวางศิลาราก อาคารผู้ป่วยใน และพิธีมอบถวายอาคารหอพักแพทย์ พยาบาล และพนักงาน หลังใหม่ หรือที่มีบางท่านกล่าวว่า"ริบบิ้น 3 เส้นและหิน 1 ก้อนซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่า เป็นวาระแห่งการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของโรงพยาบาล พิธีนี้เป็นการก้าวสู่จุดสุดยอดของชั่วโมงหลายชั่วโมงของการคิดและการวางแผนในระยะเวลาหลายปี หลังจากพิธีมอบถวายอาคารผู้ป่วยนอกเสร็จสิ้นลงในเดือนพฤษภาคม .. 1957 เราได้หันเหความคิดและความฝันมาสู่วันที่เราจะสามารถก่อตั้งอาคารผู้ป่วยในแห่งใหม่ มันจะเป็นอาคารสมัยใหม่และแทนที่บ้านไม้หลังเก่า ซึ่งได้ใช้มานานตั้งแต่เปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ..1949 อาคารผู้ป่วยนอกหลังเก่าชั้นล่างได้ถูกใช้เป็นที่พักผู้ช่วยพยาบาล 25 คน และชั้นบนใช้เป็นที่พักพยาบาลอาวุโส 4 คน


          เมื่อเกือบ 3 ปีมาแล้ว การเยี่ยมเยียนที่สำคัญมากมาจากคน 2 คน ทำให้เราเริ่มเปลี่ยนวิถีการคิดของเรา โครงการก้าวกระโดดไปข้างหน้าเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หนึ่งในสองท่านนั้นคือ มิสเตอร์แดเนียล แพตติสัน เหรัญญิกของ The United Presbyterian Church Commission in New York สำหรับงานมิชชันนารีของเรา ส่วนอีกท่านคือ มิสเตอร์เจมส์ ลิฟวิงสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมโรงพยาบาล จากบริษัทใหญ่มากแห่งหนึ่งในเมืองดิทรอยด์ ขณะนั้น มิสเตอร์ลีฟวิงสตันได้สเกตซ์แบบแปลนใหม่ทั้งหมดให้โรงพยาบาลของเราซึ่งรวมถึงอาคารผู้ป่วยใน 93 ชั้น 114 เตียง (ต่อมาได้ขยายเป็น 5 ชั้น 150 เตียง) มีที่สำหรับซ่อมบำรุง ห้องครัว ซักรีด และที่พักสำหรับพนักงาน...อาคารผู้ป่วยในเดิมที่รับผู้ป่วยในได้ 50 เตียง จะไม่ได้ใช้สำหรับผู้ป่วยในอีกต่อไป เมื่ออาคารใหม่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์.....


.......มิสเตอร์แพตติสันกำลังวางศิลาราก พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทย หนังสือพิมพ์ประจำวันวันนั้นทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย เงินเหรียญทั้งไทยและอเมริกัน  และอัลบั้มลายเซ็นของผู้ที่มาร่วมงานวันนั้น ศิลารากจารึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “Jesus commanded them, saying, Heal the Sick”พระเยซูทรงสั่งเขาว่า “จงรักษาคนเจ็บให้หาย...”    

(บางส่วนจากจดหมายหมอแวลส์ : ฉบับวันที่ 25 มกราคม ค.ศ.1963)

Completion Fund อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น)


อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

                                                                                                        

พิธีเปิดอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (10 พฤศจิกายน ค.ศ.1965)

“...ซึ่งถ้าหากท่านสามารถมาได้ ท่านก็จะเข้าร่วมงานทางประตูใหม่ด้านหน้า และได้รับสูจิบัตรจากหนึ่งในเด็กอนุชนซึ่งเป็นลูกๆของพนักงาน ท่านคงจะได้นั่งภายใต้ปะรำใหญ่มหึมาขนาด 75x20 ฟุต ซึ่งขอยืมมาจากกรมโยธาเทศบาล หรือไม่ก็นั่งภายในห้องโถงของอาคารใหม่ เก้าอี้มาจากที่ต่างๆ เช่น สำนักพระราชวัง กรมการอุตสาหกรรมทหาร และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ The Reclining Buddha Temple)  


          และ หากท่านจะถ่ายรูป ท่านก็จะยืนอยู่กับกลุ่มคนที่ยืนอยู่รอบๆ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมพิธีกว่า 700 คน  พิธีมอบถวายทางศาสนาต้องเริ่มเวลา 16:15 น. ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯมาถึง อธิษฐานโดย ดร. ธีโดดอร์ ดี สตีเวนสัน ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของ ยูไนเต็ดเพรสไบทีเรียนเชิร์ชคอมมิชชั่นด้านพันธกิจศาสนสัมพันธ์มิชชั่นและความสัมพันธ์ ( Dr. Theodore D. Stevenson, the Medical Director of The United Presbyterian Church Commission on Ecumenical Mission and Relations) ผู้ซึ่งบินมาจากอินเดียเพื่อเข้าร่วมพิธีที่กรุงเทพฯ  


          เพลง “คำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ของ Malotte ขับร้องโดย ศาสนาจารย์ ริชาร์ด เกรกอรี่ จาก คณะอเมริกันแบ็บติสต์มิชชั่นในประเทศไทย (“The Lord’s Prayer” by Malotte was sung by Rev. Richard Gregory, of the American Babtist Mission in Thailand) หลังจากการนมัสการสั้นๆนี้ ที่ประชุมก็นั่งรอคอยการเสด็จฯมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยความสงบ  

นายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนที่ 2 เฝ้าฯ รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9


          พระองค์เสด็จฯมาถึงเมื่อเวลา 16:30 น.ตรงด้านนอกประตูโรงพยาบาล, บนถนนสีลมที่พลุกพล่าน ตำรวจได้เบี่ยงการจราจรจากถนนหกเลนด้านหน้าโรงพยาบาล ทหารม้าสวมใส่ชุดเต็มยศ 4 คน และ นักเป่าแตรเดี่ยว 20 คนยืนหันหน้าสู่ประตูที่เปิดอยู่ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากรถเดมเลอร์สีทอง ทหารมหาดเล็กในชุดเครื่องแบบโบราณราชประเพณียืนอยู่ข้างละ 4 คน และ มหาดเล็กผู้เชิญพระกลดเพื่อบังแสงแดดให้พระองค์ และถัดไปภายในประตู  มีกองดุริยางค์ 24 ชิ้น จาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน (โรงเรียนเด็กผู้ชายของมิชชันซึ่งมีตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่งถึงชั้นมัธยมปลาย) ยืนตรงและบรรเลงเพลงชาติไทย ถัดจากกลุ่มเด็กชาย เป็นเด็กหญิงจำนวน 30 คน ในชุดเสื้อฟอร์มสีขาว และ กระโปรงสีแดงจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนสตรีของมิชชันของเรา  ด้านหลังกลุ่มนี้เป็นคณะลูกเสือจากโรงเรียนชายเดียวกันข้างต้น 


          คณะแพทย์ และ พยาบาลของโรงพยาบาลเข้าแถวสองข้างลาดพระบาทสีแดงจากประตูโรงพยาบาลจนถึงเตนท์ปะรำพิธี คณะกรรมการอำนวยการของโรงพยาบาลยืนเรียงแถวต้อนรับเสด็จฯ และนายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นผู้ถวายการแนะนำคณะกรรมการอำนวยการ ทางเบื้องหลังมีวงดุริยางค์ขนาดเล็กจากกรมศิลปากรบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จนกระทั่งเสด็จประทับบนเก้าอี้สีทองหันพระพักตร์ไปทางที่ประชุม

 


ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) 

          อาจารย์หมวก ไชยลังการณ์ ประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ยืนและอ่านรายงานในแฟ้มหุ้มด้วยผ้าพิเศษเพื่อถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและที่ประชุม ท่านได้กล่าวถึงประวัติของงานด้านการแพทย์ของคณะมิชชั่น และ จุดประสงค์ของการก่อตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน และ รายงานค่าก่อสร้างของอาคารใหม่  เมื่อประธานสภาคริสตจักรฯกล่าวถวายรายงานจบแล้ว ท่านได้ขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินกดปุ่มไฟฟ้าที่ด้านหน้าที่ประทับ ปุ่มไฟฟ้านี้ได้ปลดผ้าแพรโปร่งที่ผูกกับลูกโป่ง 45 ลูก คลุมซุ้มประตู เป็นสัญลักษณ์การเปิดโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ผ้าแพร และลูกโป่งได้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าที่โปร่งใส


นายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนที่ 2 
คุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์กราบบังคมทูลเชิญพระองค์ท่าน
เสด็จพระราชดำเนินชมอาคารผู้ป่วยในหลังใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

          ต่อมานายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ได้อ่านรายชื่อผู้บริจาครายใหญ่จำนวน 25 คนที่ได้บริจาคให้กับโครงการนี้ของโรงพยาบาลตลอดแปดปีที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนการบริจาคเริ่มตั้งแต่ $500 จนถึง $5,000 ผู้บริจาคแต่ละท่านได้เดินมาที่ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ชาย ก้มศีรษะคำนับและย่อเข่าลง หรือ ผู้หญิงหมอบกราบและรับพระราชทานโล่เงินสลักชื่อโดยโรงพยาบาล จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจาก พิธีการที่น่าประทับใจนี้ นายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ได้คุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์กราบบังคมทูลเชิญพระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินชมอาคารใหม่ของโรงพยาบาล


ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินบริเวณภายในอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น)


          ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ คณะผู้ติดตามได้เดินเยี่ยมชมอาคาร ส่วนแขกผู้มีเกียรติท่านอื่นๆก็รับประทานน้ำชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพึงพอพระราชหฤทัยกับการติดตั้งที่ทันสมัยต่างๆ และ นายแพทย์ประสงค์ ชัยรัตน์ ก็สามารถตอบคำถามหลากหลายของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเครื่องมือที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่นเดียวกับที่ดัดแปลงเองในเมืองไทย เครื่องหนึ่งที่ทรงสนพระทัยคือระบบเครื่องมือสื่อสารที่ดัดแปลงให้โดยเฉพาะสำหรับโรงพยาบาล โดยบริษัทฟิลลิปส์แห่งประเทศฮอลแลนด์(เนเธอร์แลนด์) เครื่องมือนี้ทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเลือกฟังหนึ่งในสี่ช่องโปรแกรมได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ  แผ่นเสียง เทป หรือ การกระจายเสียงสด โรงพยาบาลค่อยๆสะสมเป็นห้องสมุดของดนตรีหลากชนิด และ สารพระกิตติคุณในภาษาไทย  ภาษาจีน และ ภาษาอังกฤษ สำหรับการนี้ นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งของเครื่องมือสื่อสารนี้คือผู้ป่วย - พยาบาล อินเทอร์คอม ซึ่งเป็นเครื่องแรกในเมืองไทย ห้องผู้ป่วยทุกห้องมีเตียงผู้ป่วยที่หมุนขึ้นลงได้ โต๊ะคร่อมเตียง (over-bed tables) โต๊ะเครื่องแป้งและเก้าอี้นั่งกรุไม้สักทำในเมืองไทย  เข้ากันกับสีประตูและและหน้าต่างที่ทาสีธรรมชาติ แผนกพิเศษประกอบด้วย หน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งมี เตียงสำหรับแผนกอายุรกรรม และ ศัลยกรรม  9 เตียง  และ ห้องพักฟื้น  ห้องเด็กอ่อนที่มีเปลนอนทารก (bassinet) 22 เปล 2 ห้อง และห้องเตรียมนม เปลนอนทารกผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาวางอยู่บนตู้ทำในประเทศไทยด้วยเหล็กเสตนเลสของญี่ปุ่น เนิร์สสเตชั่นมีอุปกรณ์ครบครัน ห้องทรีทเมนท์, ห้องแพนทรี และห้องเก็บอุปกรณ์สะอาด และห้องเก็บอุปกรณ์สกปรก อยู่ในแต่ละชั้นของ ทั้ง 4 ชั้นใหญ่ สิ่งของทั้งหมดนี้สำหรับ 160 เตียง (ไม่รวมเปลนอนทารก)  เพื่อมาแทนที่บ้าน 2 ชั้น หลังเก่า ซึ่งได้ผ่านการใช้เป็นอาคารผู้ป่วยใน 50 เตียงที่แออัดมา 16 ปี 


          ทางเข้าใหญ่ด้านหน้าโรงพยาบาลใหญ่ มีแผนกประชาสัมพันธ์ และ เวชระเบียน กิฟท์ชอป และ คอฟฟี่ชอปสำหรับผู้มาเยี่ยม ข้างหลังคอฟฟี่ชอป เป็นโต๊ะอาหารเย็น และ อาหารนึ่งสำหรับห้องอาหารของพนักงาน  อาคารชั้นเดียวที่ติดกับแผนกผู้ป่วยนอกและอาคารหลังใหม่ เป็นแผนกเภสัชกรรม และ แผนกการเงินและบัญชี ห้องผ่าตัดในอาคารชั้นเดียวที่ก่อสร้างมาก่อนหน้านั้น ได้ขยายใหญ่เป็นอาคารสามชั้น ประกอบด้วยแผนกห้องปฏิบัติการใหม่ (laboratory) และแผนกรังสีที่ชั้นล่าง, ห้องรอคลอด 9 เตียง และห้องคลอดที่ชั้น 3


           หลังจากการเดินทัวร์โรงพยาบาลประมาณ 45 นาทีเสร็จสิ้นลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับท่ามกลางเสียงแตร และระเบียบพิธีการอันเอิกเกริกและเหมาะสม  จากนั้นบรรดาแขกผู้มีเกียรติจึงได้เดินชมอาคารอย่างสบายๆ  งานพิธีใหญ่นี้สิ้นสุดลงเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน และเหล่าพนักงานก็มองย้อนกลับไปถึงวันแห่งประวัติศาสตร์นี้ด้วยความสุข และ ความทรงจำ  เหล่าพนักงานอธิษฐานว่าขอให้ทุกท่านยังคงระลึกถึงโรงพยาบาลในคำอธิษฐานของท่านในขณะที่โรงพยาบาลยังคงเป็นพยานด้านพลังการรักษาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า ทั้งด้านร่างกาย และ จิตวิญญาณ”

 (บางส่วนจากจดหมายหมอแวลส์ : ฉบับเดือนธันวาคม ค.ศ.1965)      


อาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) ช่วง ค.ศ.1965

ค.ศ.2024...สู่อาคารหลังใหม่ สูง 21 ชั้น 4 ชั้นใต้ดิน พร้อมพัฒนาเพื่ออนาคต


โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนจัดพิธีนมัสการพระเจ้า
ในโอกาสรื้อถอนอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น)
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.2024


โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนจัดพิธีนมัสการพระเจ้า
เนื่องในโอกาสปิดให้บริการอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น)
เพื่อพัฒนาเป็นอาคารสูง 21 ชั้น 4 ชั้นใต้ดิน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.2025



รื้อถอนอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ เพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ บันทึกภาพ ณ วันที่ 21 เมษายน ค.ศ.2025


 มื่อการเดินอันยาวนานนับแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นการของอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ เดินทางมาถึงวันทำงานวันสุดท้าย โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนได้จัดพิธีนมัสการพระเจ้าเนื่องในโอกาสปิดการใช้งานอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.2025 และเดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ทดแทนอาคารประสงค์ ชัยรัตน์ (อาคารผู้ป่วยใน 5 ชั้น) อาคารเมธาธิบดี และบางส่วนของอาคารผู้ป่วยนอก 3 ชั้น ด้วยงบประมาณการก่อสร้าง 3,650 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 21 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 76,650 ตารางเมตร ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 36 เดือน


Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น

Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น


Perspective อาคารใหม่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สูง 21 ชั้น ชั้นใต้ดิน 4 ชั้น

Perspective ภายในอาคารใหม่ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน


Perspective พื้นที่พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในอนาคต


 โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในปีที่ 75 พร้อมพัฒนาเพื่ออนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกมิติของการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ (Holistic Healthcare) ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และบริการด้วยหัวใจเสมือนคนในครอบครัว 
                                                                                                                                                                                                          

    วันนี้โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

ดำเนินกิจการด้านสาธารณสุขภายใต้การดำเนินงานของ

     มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย

    

ด้วยยังคงยึดมั่นใน

พระธรรมคำสอนของพระเยซูคริสต์

จากก้าวแรก
     "คนปกติไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ" (ลูกา 5:31) 
สู่ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยปณิธานที่ว่า
     "จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย" (มัทธิว 10:8) 

 


จงวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดในของเจ้า

และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง

จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า

และพระองค์จะทรงกระทำ

ให้วิถีของเจ้าราบรื่น

(สุภาษิต 3 : 5-6)


Trust in the LORD with all your heart.

Never rely on what you think you know.

Remember the Lord in everything you do,

and he will show you the right way.

(Proverbs 3 : 5-6) 

                 


    เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก :

    - จดหมายของนายแพทย์มาร์แชลล์ ฟิลิป แวลส์ แปลและเรียบเรียงโดย คุณธีรพันธ์ บุญมาพจร

    


 แล้วพบกับเรื่องเล่าขานความทรงจำของอาคารเมธาธิบดี และอาคารผู้ป่วยนอก 3 ชั้น 

 ในโอกาสต่อไปในเพจพิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน


 

                             แผนกพิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน                                              

            © 2025 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและข้อมูล โดย พิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน


รำลึกถึงหมอบรัดเลย์ 23 มิถุนายน 2568

หมอบรัดเลย์:แพทย์มิชชันนารี ผู้จุดประกาย การแพทย์แผนใหม่และการพิมพ์แห่งสยาม วันที่ 23 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงศาสนาจารย์ นายแพทย์ แด...